ความสวย ความงาม ความรัก สุขภาพ ดูดวง ข่าวร้อน ! ดารา คลิป กิน เที่ยว

สุขภาพ > อาหารที่ห้ามทามร่วมกันทั้ง 22อย่าง ทานด้วยกันได้หรือไม่?

loading...

6 เคล็ดลับการปลุกอารมณ์ผู้ชาย ที่สาวๆควรรู้แล

"ทอดกฐิน" ให้ถูกวิธีเป็นกุศลผลบุญที่ใหญ่หลวง

สอนเล่นพิลาทิสที่บ้านง่ายๆ สำหรับมือใหม่หัดเล

คำว่า "แฟนเก่า" พูดเบาๆ ก็เจ็บ!! สัญญาณเตือนภ

ความสุขอันเล็กน้อยจากการที่ได้รัก

เคล็ดลับแต่งยังไงให้ดูเพรียวสูง สาวเตี้ยอ่านด

[DIY] 5 มาส์กแก้ทุกปัญหาเส้นผม ผมแห้ง ผมฟู ผม

7 สัญญานให้ทำใจ แฟนคุณยังมีใจให้แฟนเก่าอยู่!!

8 ความคิดที่ต้องระวัง สำหรับคนอินเลิฟ

วิธีดูว่า ใครแอบมาดู facebook เราบ้าง จับได้ห

7 วิธี 'ถ่ายภาพ' ด้วยกล้องมือถือ แต่!! ได้ภาพ

จะดีใจดีไหมเนี้ย? ราศีใดในช่วงนี้ มีดวง รีเทิ

5 วิธีธรรมชาติ ดีท็อกซ์ ผิวหน้Œา ลดความหมองค

เพราะอะไรที่จะทำให้ความรักเราจบลง?

ทำไมเราจึงรักคนที่ทำให้เจ็บ/ตัดใจยาก?วิธีตัดใ

อยู่เย็น เป็นสุข ด้วยการจัดบ้านตามหลัก "ฮวงจุ

แกงเนื้อ แกงไทยรสเผ็ดร้อน เนื้อเปื่อยเหนียวนุ

ต้นเหตุของปัญหารักๆ เลิกๆ อาจเกิดจาก 8 สาเหตุ

4 ท่า 'ลดไขมันต้นขา' ขาใหญ่แบบเรา ก็จะเป็นขาเ




อาหารที่ห้ามทามร่วมกันทั้ง 22อย่าง ทานด้วยกันได้หรือไม่?



อาหารที่ห้ามกินคู่กัน

          อาหารที่ห้ามกินคู่กันตามที่ฟอร์เวิร์ดเมลส่งต่อกันกระจายมานานหลายปีแล้ว ถึงวันนี้ก็ยังมีคนส่งต่อกันอยู่ แล้วความจริงคืออะไรกันแน่ คุณรู้หรือยัง?

          เราคงเคยได้รับข้อมูลเรื่องสุขภาพที่แชร์กันมานานว่า "อาหารต่อไปนี้ห้ามกินคู่กัน" โดยอ้างว่าจะทำให้ความไม่สบายบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งล่าสุดมีอาหารที่ถูกจับคู่แล้วเขียนตัวโต ๆ ว่าห้ามกินพร้อมกันมากถึง 22 คู่ แล้วความจริงคืออะไรกันแน่ ข้อมูลที่ว่านั้นเชื่อถือได้แค่ไหน ต้องให้ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยไขคำตอบดังที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant 

          โดยอาจารย์เจษฎาก็ให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่เวอร์ชั่นอาหาร 10 อย่างที่ห้ามกินคู่กัน เพิ่มไปจนถึง 22 อย่างดังที่เห็นแชร์กันมาก ๆ ซึ่งอาจารย์ก็เคยโพสต์อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า "มั่ว" เพราะถึงจะทานคู่กันก็ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น จึงขอโพสต์อธิบายอีกครั้ง พร้อมยกคำอธิบายของ คุณ Darth Prin เคยโพสต์ไว้ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ตั้งแต่เมื่อปี 2553 มาย้อนให้ดูด้วย ว่าอาหารที่ห้ามทานคู่กันนั้นเป็นเรื่องมั่วนิ่มแน่นอน ดังนี้

เหล้าขาวกับลูกพลับ

 1. เหล้าขาวกับลูกพลับ : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

          ไม่จริง เพราะชาวญี่ปุ่นยังทาน Choya Ume Plum Wine สาเกรสอร่อยดองลูกพลับ และไม่พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทานสาเกดองลูกพลับแต่ประการใด


 2. หัวไช้เท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

          ไม่จริง เพราะโรคผิวหนังเกิดจากเชื้อโรค หรือเป็นจากพันธุกรรม ไม่ใช่กินอาหารแล้วจะเกิดขึ้นมาเองได้ หรือกรณีเกิดอาการทางผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ ก็ไม่ใช่ว่าการทานหัวไช้เท้ากับเห็ดหูหนูด้วยกันแล้วจะแพ้ เพราะอาการแพ้นั้นเป็นเฉพาะคน


เต้าหู้ น้ำผึ้ง

 3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง : ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก

          ไม่จริง สามารถนำเต้าหู้และน้ำผึ้งมาปรุงเป็นอาหารได้ อย่างเช่นเมนูผัดเต้าหู้ซอสน้ำผึ้งมัสตาร์ด


 4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

          ไม่จริง เพราะฝ้านั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น แสงแดด ฮอร์โมน ยา เครื่องสำอาง พันธุกรรม ทุพโภชนาการ ขณะที่มันฝรั่งกับกล้วยก็ไม่มีการทำปฏิกิริยาแน่นอน


กล้วยกับเผือก

 5. กล้วยกับเผือก : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

          จริงเป็นบางส่วน เพราะกล้วยและเผือกต่างเป็นแป้งทั้งคู่ จึงใช้เวลาในการย่อย อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดจากอาหารไม่ย่อยได้ แต่ถึงเราจะไม่ทานกล้วยกับเผือก ทำเพียงแค่ดื่มน้ำมาก ๆ ก็ทำให้ท้องอืดได้เหมือนกัน สรุปคือไม่ว่าจะทานอะไรให้ทานแต่พอดี 


 6. ถั่วลิสงกับฟักทอง : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

          ไม่จริง


 7. มันเทศกับลูกพลับ : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

          ไม่จริง ในกระเพาะอาหารไม่สามารถเกิดนิ่วได้ เพราะในกระเพาะมีความเป็นกรดสูง จึงมีความสามารถละลายแคลเซียมได้สูงด้วย นอกจากนี้ ในทางกายภาพ กระเพาะอาหารจะมีช่องใหญ่ต่อเนื่องไปสู่ลำไส้ หากเกิดนิ่วขึ้นมา หรือกลืนเม็ดมะขามหรือเม็ดอะไรลงไป สิ่งนั้นสามารถหลุดออกมากับอุจจาระได้อย่างแน่นอน  


 8. มันฝรั่งกับลูกพลับ : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ

          ไม่จริง โดยนิ่วเป็นก้อนผลึกของธาตุจำพวกแคลเซียม แมกนีเซียม กรดยูริก การจะเกิดนิ่วต้องประกอบกับดื่มน้ำน้อย หรือเสียเหงื่อมาก หรือการอักเสบ นอกจากนี้การดื่มน้ำกระด้างก็ไม่ได้ทำให้เกิดนิ่วในร่างกายด้วย 


หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด 

 9. หัวไช้เท้ากับผลไม้ทุกชนิด : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

          ไม่จริง โรคคอพอกเกิดจากการขาดไอโอดีน หรือได้รับโอไอดีนน้อยเกินไปเป็นเวลานาน ไม่ใช่ว่าทานอาหารบางอย่างเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดโรคคอพอกได้


 10. น้ำเต้าหู้ นมสด ห้ามใส่ไข่ : เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ

          ไม่จริง นี่เป็นเพียงคำแนะนำของผู้ที่มีปัญหาภาวะคอเลสเตอรอลสูง แล้วก็ไม่ใช่ว่ากินแล้วจะทำให้ท้องผูกปั๊บ หรือเส้นเลือดในสมองตีบทันที นอกจากนี้ หากใครทานแต่โปรตีน ไม่ทานใยอาหารเลย ก็ท้องผูกได้เหมือนกัน 


ผักปวยเล้ง กับ เต้าหู้

 11. ผักปวยเล้ง กับเต้าหู้ : ห้ามทานด้วยกัน จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

          ไม่จริงเช่นกัน เพราะนิ่วไม่ได้เกิดจากการทานอาหาร นอกจากนี้ คำว่านิ่วที่ไขสันหลังที่ว่านั้น จริง ๆ แล้วถ้าจะเรียกให้ถูกต้องคือ "โรคหินปูนเกาะที่กระดูกสันหลัง" (Osteophyte) ซึ่งเกิดขึ้นได้ในผู้สูงอายุ จากการที่ร่างกายพยายามจะค้ำจุนเนื่อเยื่อโครงสร้างที่ฉีกขาดไป และก็อาจก่อปัญหาได้ถ้าไปเกาะที่ตัวเส้นประสาท 




กล้วย มะละกอ แตงโม

 12. กล้วย มะละกอ แตงโม : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

          ไม่จริง เพราะปัจจัยหนึ่งของโรคเบาหวานเกิดจากพันธุกรรรม ส่วนที่บอกว่าจะเป็นโรคไตนั้น เป็นคำมั่วที่กว้างเกินไป


ส้มกับมะนาว 

 13. ส้มกับมะนาว : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

          ไม่จริง โดยกรดในกระเพาะอาหารมีค่า pH ประมาณ 1.6-2.5 ส่วนมะนาวมีค่า pH ประมาณ 2.4 แต่การที่ทานร่วมกับผลไม้รสเปรี้ยวแล้วจะทำให้ค่า pH มากขึ้นนั้นเป็นไปไม่ได้ 


 14. เหล้าขาวกับเบียร์ : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

          ไม่จริง การดื่มเหล้าขาวกับเบียร์ไม่ได้ส่งผลให้เพิ่มโอกาสการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกมากขนาดนั้น แต่การดื่มร่วมกัน จะเป็นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างอื่นมากขึ้น


 15. ปลาทุกชนิด ห้ามต้มกับผักกาดดอง : เพราะจะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

          ไม่จริง เพราะอย่างชาวเกาหลีก็ทานปลากับกิมจิเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเกิดโรคมะเร็ง


 16. ขิงดอง ห้ามเข้าตู้เย็น : กินแล้วจะเป็นโรคมะเร็ง

          ไม่จริง โรคมะเร็งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ และถูกกระตุ้นได้ด้วยสารที่มีการระคายเคือง หรือการระคายเคืองด้วยความร้อนเสียดสีบ่อย ๆ หรือกินของร้อนบ่อย ๆ หากจะกลัวให้กลัวเรื่องการดื่มชาร้อน ๆ จะดีกว่า


น้ำเต้าหู้

 17. น้ำเต้าหู้ ห้ามใส่น้ำตาลแดง : จะทำให้เสียวิตามิน

          ไม่จริง น้ำตาลแดงก็คือน้ำตาลอยู่ดี เพียงแค่ไม่ได้สกัดเอาสีของวัตถุดิบออกหมดเท่านั้นเอง ดังนั้นสามารถเติมในน้ำเต้าหู้ได้ ไม่ได้ทำให้วิตามินบีที่อยู่ในเต้าหู้หายไปไหน 


 18. น้ำข้าว ห้ามใส่กับนม : จะทำให้เสียวิตามิน

          ไม่จริง เพราะอย่างเด็กทารกก็ดื่มนม ทานน้ำข้าว เพื่อรับสารอาหาร ถ้าหากนมมีปฏิกิริยาทำลายวิตามินบีในน้ำข้าว แล้วเด็กทารกจะโตมาได้อย่างไร


น้ำผึ้ง น้ำร้อน

 19. น้ำผึ้ง ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อน : จะทำให้เสียวิตามิน

          จริง ! เพราะความร้อนสามารถทำลายวิตามินได้ แต่ก็ไม่ได้ถูกทำลายจนหมด เพราะจริง ๆ ยังเหลือวิตามินอยู่อีกไม่น้อย


 20. บวบ ซือกวย ไช้เท้า ห้ามรับประทานวันเดียวกัน : จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

          ไม่จริง อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้าแล้วว่า เบาหวานเกิดได้จากพันธุกรรม ขณะที่หัวไช้เท้าจริง ๆ แล้วเป็นพืชที่มีสรรพคุณช่วยโด๊ปด้วยซ้ำ ไม่ได้ทำให้เชื้ออสุจิไม่แข็งแรง ดังนั้นข้อมูลนี้จึงมั่ว


 21. มังคุดกับน้ำตาล : กินร่วมกันจะทำให้เสียชีวิต

          ไม่จริง เพียงแค่ทานด้วยกันแล้วไม่อร่อย เพราะหวานเกินไป แค่ในมังคุดก็มีน้ำตาลอยู่มากแล้ว 


ทุเรียน น้ำอัดลม

 22. ห้ามกินทุเรียนกับน้ำอัดลม : เสี่ยงเสียชีวิตได้

          ข้อมูลเรื่องทุเรียนกับน้ำอัดลมยังไม่มีคำยืนยันแน่ชัด แต่หากเป็นเรื่องห้ามกินทุเรียนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อนี้เป็นจริง โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เคยให้ข้อมูลว่า ไม่ควรทาน 2 อย่างนี้ร่วมกัน เพราะทุเรียนมีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูง เมื่อกินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการย่อยสลายน้ำตาลที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่กล้ามเนื้อและไขมันเพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นไขมันและไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับ ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ

          ผลที่เกิดตามมาคือการย่อยสลายทุเรียนและแอลกอฮอล์จะให้ความร้อนและเป็นกลไกที่ต้องใช้น้ำ และจะทำให้คนกลุ่มนี้มีน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะดึงน้ำออกมาเพื่อขับออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ คนปกติขาดน้ำจะมีปัสสาวะข้นและน้อย แต่กลุ่มที่กินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นี้จะปัสสาวะมากแม้ว่าร่างกายจะขาดน้ำ 

          เมื่อกินทุเรียนกับแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วจะรู้สึกตัวร้อนไม่สบายตัว แต่ถ้ากินมากแล้วเมาหลับไปร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำมาก ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ สมองทำงานไม่ดี การเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หากหมดสติและนำส่งโรงพยาบาลไม่ได้ทันอาจเสียชีวิตได้ 

          นอกจากนี้ ไม่ควรกินทุเรียนคู่กับลำไย เพราะในลำไยมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูงและด้วยความที่มีน้ำตาลมากจึงให้พลังงานมากขึ้นด้วย เมื่อกินมากเกินไปจึงทำให้เกิดอาการร้อนในได้

          สรุปได้ว่าทั้ง 22 ข้อนี้ มีข้อที่เป็นความจริงอยู่น้อยมาก เช่นนั้นแล้วเมื่อรับข้อความใด ๆ จากทางโซเชียล ก็คงต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อนเชื่อถือ ยิ่งเป็นเรื่องสุขภาพยิ่งต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า






น่าสนใจ
loading...




ใกล้เคียง

เรื่องจริงที่คนนอกไม่เคยเข้าใจ! อดีตนายธนาคาร



แฉกลโกง!! "เงินหายจากบัญชีไปเกือบล้าน" หลังท



กระจ่างเลย!! เผยหลักการกิน "ยาพาราเซตามอล" ให



เผยเคล็ดลับแก้ปัญหา "ข้าวแฉะ" ได้ง่ายๆ แค่ใส่



หามากินด่วน! "สมุนไพรชนิดนี้" ช่วยบำรุงสมอง ป



ปี 2017 นี้ลายเสือมาแน่ สาวไทยเตรียมตัวปลุกคว



ขยี้ตาแรง! "แพม ศศิ" จากสาวตัวดำหน้าตาธรรมดา



อย่างแม่น!! ดูดวงจากเส้นลายมือ เพียงแค่เส้นหั



ข้อห้าม 12 ข้อ !! ของคนมี "รอยสัก" หากทำเชื่อ



สุดยอดของขลังในตำนาน!! "ทนสิทธิ์" ของขลังที่



เช็คดวงรายวัน 21 กุมภาพันธ์ 2560



คู่เดทของคุณ คือสามีในอนาคตหรือเป็นได้แค่ตัวฆ



คุณสามีโปรดทราบ 10 ประโยคต้องห้าม! อย่าคิดพูด



ด่วน!! เตรียมตัวให้พร้อม! สำนักงาน ก.พ.จะเปิด



แฉหมดเปลือก!! หลังพระลูกวัดพระธรรมสุดทน ออกมา



น่าจะรู้มาตั้งนาน!! ก่อนนอนทุกคืนให้ดื่มสิ่งน



รู้ยัง!! แอสไพรินไม่ได้แก้ปวดเพียงอย่าเดียวนะ



9 คุณประโยชน์ความงามจากน้ำแข็ง ที่สาวๆรู้แล้ว



เผยเคล็ดลับหมูปิ้งนมสด ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทำ



สุดยอดไปเลย!!! วิธีเพาะเห็ดเข็มทอง วิธีง่ายๆไ



เตรียมตัวรวย !! เผยราศีสุดเฮงที่จะเป็น "เศรษฐ








ความสวย ความงาม ความรัก สุขภาพ ดูดวง ข่าวร้อน ! ดารา คลิป กิน เที่ยว
ติดต่อเรา | www.thlady.com