ความสวย ความงาม ความรัก สุขภาพ ข่าวร้อน ! ดารา กิน เที่ยว

สุขภาพ > อาหารที่ห้ามทามร่วมกันทั้ง 22อย่าง ทานด้วยกันได้หรือไม่?


ผู้ที่นอนดึกจะหัวดีและมีความคิดสร้างสรรค์..จร

นิสัยต้องห้ามที่สาวๆ ไม่ควรทำ

เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณสวยแบบสบายกระเป๋

เทรนด์ใหม่มาแรง "Icy Bob" ผมบ๊อบสีบลอนด์สว่าง

หนึ่งกำลังใจถึงคนที่กำลังผิดหวังหรือท้อแท้ในช

ทำยังไงให้หลับสบายคืนนี้

31 สิ่งที่ผู้ชายอยากให้ผู้หญิงรู้ (เรียนภาษาอ

อันตรายจากการรับประทาน "ปลานิล" ที่คุณอาจยังไ

6 พฤติกรรมที่บอกได้ว่า " แฟนเก่าอยากกลับไปคบก

4 วิธีกำจัดสิวที่ก้น

(ยังไม่หมด) 8 ประโยชน์จาก Bobby Pin ที่สาวๆอา

ฝ้าย สุภาพร คว้ารองอันดับ 2 เวที Miss Grand I

แฟนกลับไปคบคนเก่า แต่บอกว่าไม่ได้รัก

พฤติกรรมสาวๆแบบไหน ที่ผู้ชายกลัว

เลิกกับแฟนเพราะ face time

แบบนี้มีลุ้น!! 14 สัญญาณที่บอกว่า "เขา" กำลัง

ถึงเวลาทำใจ!! 8 สัญญาณเตือน ของอาการ หมดรัก

สาวๆไม่อยากเป็นสิว ต้องลด ละ เลี่ยง อาหาร ประ

9 สิ่งที่ควรคิดให้ดีๆก่อนตัดสินใจยุติความสัมพ

ส่องแฟชั่นชิล ๆ ดาราเกาหลีน่ารักขนาดนี้ต้องย


พื้นที่โฆษณา



อาหารที่ห้ามทามร่วมกันทั้ง 22อย่าง ทานด้วยกันได้หรือไม่?



อาหารที่ห้ามกินคู่กัน

          อาหารที่ห้ามกินคู่กันตามที่ฟอร์เวิร์ดเมลส่งต่อกันกระจายมานานหลายปีแล้ว ถึงวันนี้ก็ยังมีคนส่งต่อกันอยู่ แล้วความจริงคืออะไรกันแน่ คุณรู้หรือยัง?

          เราคงเคยได้รับข้อมูลเรื่องสุขภาพที่แชร์กันมานานว่า "อาหารต่อไปนี้ห้ามกินคู่กัน" โดยอ้างว่าจะทำให้ความไม่สบายบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งล่าสุดมีอาหารที่ถูกจับคู่แล้วเขียนตัวโต ๆ ว่าห้ามกินพร้อมกันมากถึง 22 คู่ แล้วความจริงคืออะไรกันแน่ ข้อมูลที่ว่านั้นเชื่อถือได้แค่ไหน ต้องให้ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยไขคำตอบดังที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant 

          โดยอาจารย์เจษฎาก็ให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่เวอร์ชั่นอาหาร 10 อย่างที่ห้ามกินคู่กัน เพิ่มไปจนถึง 22 อย่างดังที่เห็นแชร์กันมาก ๆ ซึ่งอาจารย์ก็เคยโพสต์อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า "มั่ว" เพราะถึงจะทานคู่กันก็ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น จึงขอโพสต์อธิบายอีกครั้ง พร้อมยกคำอธิบายของ คุณ Darth Prin เคยโพสต์ไว้ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ตั้งแต่เมื่อปี 2553 มาย้อนให้ดูด้วย ว่าอาหารที่ห้ามทานคู่กันนั้นเป็นเรื่องมั่วนิ่มแน่นอน ดังนี้

เหล้าขาวกับลูกพลับ

 1. เหล้าขาวกับลูกพลับ : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

          ไม่จริง เพราะชาวญี่ปุ่นยังทาน Choya Ume Plum Wine สาเกรสอร่อยดองลูกพลับ และไม่พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทานสาเกดองลูกพลับแต่ประการใด


 2. หัวไช้เท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

          ไม่จริง เพราะโรคผิวหนังเกิดจากเชื้อโรค หรือเป็นจากพันธุกรรม ไม่ใช่กินอาหารแล้วจะเกิดขึ้นมาเองได้ หรือกรณีเกิดอาการทางผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ ก็ไม่ใช่ว่าการทานหัวไช้เท้ากับเห็ดหูหนูด้วยกันแล้วจะแพ้ เพราะอาการแพ้นั้นเป็นเฉพาะคน


เต้าหู้ น้ำผึ้ง

 3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง : ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก

          ไม่จริง สามารถนำเต้าหู้และน้ำผึ้งมาปรุงเป็นอาหารได้ อย่างเช่นเมนูผัดเต้าหู้ซอสน้ำผึ้งมัสตาร์ด


 4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

          ไม่จริง เพราะฝ้านั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น แสงแดด ฮอร์โมน ยา เครื่องสำอาง พันธุกรรม ทุพโภชนาการ ขณะที่มันฝรั่งกับกล้วยก็ไม่มีการทำปฏิกิริยาแน่นอน


กล้วยกับเผือก

 5. กล้วยกับเผือก : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

          จริงเป็นบางส่วน เพราะกล้วยและเผือกต่างเป็นแป้งทั้งคู่ จึงใช้เวลาในการย่อย อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดจากอาหารไม่ย่อยได้ แต่ถึงเราจะไม่ทานกล้วยกับเผือก ทำเพียงแค่ดื่มน้ำมาก ๆ ก็ทำให้ท้องอืดได้เหมือนกัน สรุปคือไม่ว่าจะทานอะไรให้ทานแต่พอดี 


 6. ถั่วลิสงกับฟักทอง : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

          ไม่จริง


 7. มันเทศกับลูกพลับ : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

          ไม่จริง ในกระเพาะอาหารไม่สามารถเกิดนิ่วได้ เพราะในกระเพาะมีความเป็นกรดสูง จึงมีความสามารถละลายแคลเซียมได้สูงด้วย นอกจากนี้ ในทางกายภาพ กระเพาะอาหารจะมีช่องใหญ่ต่อเนื่องไปสู่ลำไส้ หากเกิดนิ่วขึ้นมา หรือกลืนเม็ดมะขามหรือเม็ดอะไรลงไป สิ่งนั้นสามารถหลุดออกมากับอุจจาระได้อย่างแน่นอน  


 8. มันฝรั่งกับลูกพลับ : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ

          ไม่จริง โดยนิ่วเป็นก้อนผลึกของธาตุจำพวกแคลเซียม แมกนีเซียม กรดยูริก การจะเกิดนิ่วต้องประกอบกับดื่มน้ำน้อย หรือเสียเหงื่อมาก หรือการอักเสบ นอกจากนี้การดื่มน้ำกระด้างก็ไม่ได้ทำให้เกิดนิ่วในร่างกายด้วย 


หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด 

 9. หัวไช้เท้ากับผลไม้ทุกชนิด : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

          ไม่จริง โรคคอพอกเกิดจากการขาดไอโอดีน หรือได้รับโอไอดีนน้อยเกินไปเป็นเวลานาน ไม่ใช่ว่าทานอาหารบางอย่างเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดโรคคอพอกได้


 10. น้ำเต้าหู้ นมสด ห้ามใส่ไข่ : เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ

          ไม่จริง นี่เป็นเพียงคำแนะนำของผู้ที่มีปัญหาภาวะคอเลสเตอรอลสูง แล้วก็ไม่ใช่ว่ากินแล้วจะทำให้ท้องผูกปั๊บ หรือเส้นเลือดในสมองตีบทันที นอกจากนี้ หากใครทานแต่โปรตีน ไม่ทานใยอาหารเลย ก็ท้องผูกได้เหมือนกัน 


ผักปวยเล้ง กับ เต้าหู้

 11. ผักปวยเล้ง กับเต้าหู้ : ห้ามทานด้วยกัน จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

          ไม่จริงเช่นกัน เพราะนิ่วไม่ได้เกิดจากการทานอาหาร นอกจากนี้ คำว่านิ่วที่ไขสันหลังที่ว่านั้น จริง ๆ แล้วถ้าจะเรียกให้ถูกต้องคือ "โรคหินปูนเกาะที่กระดูกสันหลัง" (Osteophyte) ซึ่งเกิดขึ้นได้ในผู้สูงอายุ จากการที่ร่างกายพยายามจะค้ำจุนเนื่อเยื่อโครงสร้างที่ฉีกขาดไป และก็อาจก่อปัญหาได้ถ้าไปเกาะที่ตัวเส้นประสาท 




กล้วย มะละกอ แตงโม

 12. กล้วย มะละกอ แตงโม : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

          ไม่จริง เพราะปัจจัยหนึ่งของโรคเบาหวานเกิดจากพันธุกรรรม ส่วนที่บอกว่าจะเป็นโรคไตนั้น เป็นคำมั่วที่กว้างเกินไป


ส้มกับมะนาว 

 13. ส้มกับมะนาว : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

          ไม่จริง โดยกรดในกระเพาะอาหารมีค่า pH ประมาณ 1.6-2.5 ส่วนมะนาวมีค่า pH ประมาณ 2.4 แต่การที่ทานร่วมกับผลไม้รสเปรี้ยวแล้วจะทำให้ค่า pH มากขึ้นนั้นเป็นไปไม่ได้ 


 14. เหล้าขาวกับเบียร์ : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

          ไม่จริง การดื่มเหล้าขาวกับเบียร์ไม่ได้ส่งผลให้เพิ่มโอกาสการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกมากขนาดนั้น แต่การดื่มร่วมกัน จะเป็นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างอื่นมากขึ้น


 15. ปลาทุกชนิด ห้ามต้มกับผักกาดดอง : เพราะจะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

          ไม่จริง เพราะอย่างชาวเกาหลีก็ทานปลากับกิมจิเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเกิดโรคมะเร็ง


 16. ขิงดอง ห้ามเข้าตู้เย็น : กินแล้วจะเป็นโรคมะเร็ง

          ไม่จริง โรคมะเร็งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ และถูกกระตุ้นได้ด้วยสารที่มีการระคายเคือง หรือการระคายเคืองด้วยความร้อนเสียดสีบ่อย ๆ หรือกินของร้อนบ่อย ๆ หากจะกลัวให้กลัวเรื่องการดื่มชาร้อน ๆ จะดีกว่า


น้ำเต้าหู้

 17. น้ำเต้าหู้ ห้ามใส่น้ำตาลแดง : จะทำให้เสียวิตามิน

          ไม่จริง น้ำตาลแดงก็คือน้ำตาลอยู่ดี เพียงแค่ไม่ได้สกัดเอาสีของวัตถุดิบออกหมดเท่านั้นเอง ดังนั้นสามารถเติมในน้ำเต้าหู้ได้ ไม่ได้ทำให้วิตามินบีที่อยู่ในเต้าหู้หายไปไหน 


 18. น้ำข้าว ห้ามใส่กับนม : จะทำให้เสียวิตามิน

          ไม่จริง เพราะอย่างเด็กทารกก็ดื่มนม ทานน้ำข้าว เพื่อรับสารอาหาร ถ้าหากนมมีปฏิกิริยาทำลายวิตามินบีในน้ำข้าว แล้วเด็กทารกจะโตมาได้อย่างไร


น้ำผึ้ง น้ำร้อน

 19. น้ำผึ้ง ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อน : จะทำให้เสียวิตามิน

          จริง ! เพราะความร้อนสามารถทำลายวิตามินได้ แต่ก็ไม่ได้ถูกทำลายจนหมด เพราะจริง ๆ ยังเหลือวิตามินอยู่อีกไม่น้อย


 20. บวบ ซือกวย ไช้เท้า ห้ามรับประทานวันเดียวกัน : จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

          ไม่จริง อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้าแล้วว่า เบาหวานเกิดได้จากพันธุกรรม ขณะที่หัวไช้เท้าจริง ๆ แล้วเป็นพืชที่มีสรรพคุณช่วยโด๊ปด้วยซ้ำ ไม่ได้ทำให้เชื้ออสุจิไม่แข็งแรง ดังนั้นข้อมูลนี้จึงมั่ว


 21. มังคุดกับน้ำตาล : กินร่วมกันจะทำให้เสียชีวิต

          ไม่จริง เพียงแค่ทานด้วยกันแล้วไม่อร่อย เพราะหวานเกินไป แค่ในมังคุดก็มีน้ำตาลอยู่มากแล้ว 


ทุเรียน น้ำอัดลม

 22. ห้ามกินทุเรียนกับน้ำอัดลม : เสี่ยงเสียชีวิตได้

          ข้อมูลเรื่องทุเรียนกับน้ำอัดลมยังไม่มีคำยืนยันแน่ชัด แต่หากเป็นเรื่องห้ามกินทุเรียนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อนี้เป็นจริง โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เคยให้ข้อมูลว่า ไม่ควรทาน 2 อย่างนี้ร่วมกัน เพราะทุเรียนมีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูง เมื่อกินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการย่อยสลายน้ำตาลที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่กล้ามเนื้อและไขมันเพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นไขมันและไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับ ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ

          ผลที่เกิดตามมาคือการย่อยสลายทุเรียนและแอลกอฮอล์จะให้ความร้อนและเป็นกลไกที่ต้องใช้น้ำ และจะทำให้คนกลุ่มนี้มีน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะดึงน้ำออกมาเพื่อขับออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ คนปกติขาดน้ำจะมีปัสสาวะข้นและน้อย แต่กลุ่มที่กินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นี้จะปัสสาวะมากแม้ว่าร่างกายจะขาดน้ำ 

          เมื่อกินทุเรียนกับแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วจะรู้สึกตัวร้อนไม่สบายตัว แต่ถ้ากินมากแล้วเมาหลับไปร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำมาก ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ สมองทำงานไม่ดี การเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หากหมดสติและนำส่งโรงพยาบาลไม่ได้ทันอาจเสียชีวิตได้ 

          นอกจากนี้ ไม่ควรกินทุเรียนคู่กับลำไย เพราะในลำไยมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูงและด้วยความที่มีน้ำตาลมากจึงให้พลังงานมากขึ้นด้วย เมื่อกินมากเกินไปจึงทำให้เกิดอาการร้อนในได้

          สรุปได้ว่าทั้ง 22 ข้อนี้ มีข้อที่เป็นความจริงอยู่น้อยมาก เช่นนั้นแล้วเมื่อรับข้อความใด ๆ จากทางโซเชียล ก็คงต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อนเชื่อถือ ยิ่งเป็นเรื่องสุขภาพยิ่งต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า






น่าสนใจ


ใกล้เคียง

อยากโสดแบบมีความสุข ต้องเลิกคิดแบบนี้!!



เดินไปไหนต้องมาคนมอง!! กับ สร้อยข้อเท้า น่ารั



5 เคล็ดลับ หว่านเสน่ห์ภาษากาย ตามสไตล์สาวมั่น



7 แฟชั่นสุดเฉิ่ม แต่งแบบนี้ 'เชย' แน่ (พร้อมว



มาดู! 7 ข้อดี ที่อ่านจบแล้ว คุณต้องอยาก หัวเร



ฟิน สุดๆ! 10 คำพูดที่ผู้หญิงอยากได้ยินจากผู้ช



6 เคล็ดลับ เปลี่ยน 'ผมฟู' ให้ตรงสวย #เลิกเป็น



6 วิธี กำจัดถุงใต้ตา ปัญหาหน้าโทรมที่เป็นศัตร



มาเพิ่มความหวาน กับ 6 ข้อที่ควรนึกถึง เมื่อมี



รวม '4 สไตล์การแต่งหน้าไปเรียน' สวยใส คุณครูไ



ขาว ใส ไม่เหี่ยวย่น! สูตรมาสก์รักแร้ขาวภายใน



อยากผอมต้องลอง! วิธีควบคุมอาหารด้วยมันฝรั่ง ช



ไอเดียแมตช์ กางเกงวอร์ม ให้มีสไตล์แบบสปอร์ตเก



5 นิสัยต้องห้าม ถ้าไม่อยากแก่เร็ว



บอกลาหน้าลอย!! 5 เทคนิคเลือก รองพื้น ให้หน้าค



4 วิธีกำจัดสิวที่ก้น



20 ไอเดีย 'แต่งดวงตา & ทาสีปาก' ในสไตล์สาวสาย



10 อาหารที่ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก โดยไม่ต้องพึ่ง



แบบนี้แหละใช่เลย! เทรนด์ใหม่มาแรง! 6 สเป็กหนุ



วิธีอ่านภาษากายของผู้ชาย



4 วิธีกำจัดสิวที่ก้น








ความสวย ความงาม ความรัก สุขภาพ ข่าวร้อน ! ดารา กิน เที่ยว
ติดต่อเรา | www.thlady.com